30 กันยายน 2026
น้องๆ ม.4 ที่เพิ่งขึ้นมัธยมปลายมาสดๆ ร้อนๆ พอเปิดเทอมมาสักพักจะเจอบท "พันธะเคมี" ตอนเจอครั้งแรก หลายคนถึงกับช็อกเลยใช่ไหมครับ โดยเฉพาะเรื่อง "พันธะโคเวเลนต์" ที่มีทั้งการวาดโครงสร้างแบบจุด โครงสร้างแบบเส้น กฎออกเตตที่ต้องนับอิเล็กตรอนให้ครบ แถมยังต้องจินตนาการรูปร่างโมเลกุลเป็นภาพ 3 มิติอีก บางคนดูตัวอย่างในหนังสือแล้วยังงงว่าทำไมต้องวาดแบบนี้ ทำไมต้องมีเส้นกี่เส้นก็ไม่รู้
แต่จริงๆ แล้วพันธะโคเวเลนต์ไม่ได้ซับซ้อนขนาดนั้นเลยครับ ถ้าน้องมองมันเป็นเรื่อง "การแชร์ของให้เพื่อน" ลองนึกภาพอะตอมสองตัวที่ต่างฝ่ายต่างขาดอิเล็กตรอนอีกไม่กี่ตัวก็จะเสถียรแล้ว แทนที่จะแย่งกัน ทั้งคู่เลยตกลงกันเอาอิเล็กตรอนมา "แชร์/ใช้" ร่วมกัน เพื่อให้ทั้งคู่เสถียรพร้อมกัน (ครบ 8 ตามกฎออกเตต) ถ้าน้องจับลอจิกตรงนี้ได้ การจำรูปร่างโมเลกุลต่างๆ จะไม่ใช่การท่องจำแบบนกแก้วนกขุนทองอีกต่อไป
บทความนี้พี่หมอเตอร์จะพาน้องไปปูพื้นฐานพันธะโคเวเลนต์แบบ Step by Step ย่อยเรื่องยากๆ ให้กลายเป็นภาพจำง่ายๆ รวบรวมทุกเทคนิคที่ต้องใช้สอบไว้ครบในบทความเดียว อ่านจบแล้วพร้อมลุยแบบฝึกหัดได้ทันทีครับ
พันธะโคเวเลนต์ คือ พันธะเคมีที่เกิดจากการที่อะตอมสองอะตอมใช้เวเลนซ์อิเล็กตรอนร่วมกัน แทนที่จะให้หรือรับอิเล็กตรอนกันแบบพันธะไอออนิก โดยจุดประสงค์คือเพื่อให้อะตอมทั้งสองฝ่ายมีจำนวนเวเลนต์อิเล็กตรอนที่เสถียรเหมือนหมู่ 8
พันธะโคเวเลนต์เกิดขึ้นระหว่างธาตุอโลหะกับอโลหะ ด้วยกันเองครับ (รวมถึงธาตุกึ่งโลหะบางตัวด้วย) เหตุผลคือธาตุอโลหะทั้งสองฝ่ายต่างก็ "อยากได้" อิเล็กตรอนพอๆ กัน (มีค่าอิเล็กโทรเนกาติวิตีสูงใกล้เคียงกัน) จึงไม่มีฝ่ายไหนยอมเสียอิเล็กตรอนให้อีกฝ่ายแบบเบ็ดเสร็จเหมือนที่เกิดกับโลหะ+อโลหะ (พันธะไอออนิก) ทางออกที่ลงตัวที่สุดคือการ "แชร์" อิเล็กตรอนกันแทน
กฎออกเตต คือ หลักการที่ว่าอะตอมส่วนใหญ่มีแนวโน้มที่จะทำให้จำนวนเวเลนต์อิเล็กตรอนมีครบ 8 ตัว (ยกเว้นไฮโดรเจนและฮีเลียมที่เสถียรที่ 2 ตัว) เพราะการมีเวเลนต์อิเล็กตรอนที่ครบ 8 คือโครงสร้างที่เสถียรที่สุดแบบเดียวกับหมู่ 8A (แก๊สเฉื่อย) ที่แทบไม่ทำปฏิกิริยากับใครเลย
พอน้องเข้าใจตรงนี้แล้ว น้องจะเห็นได้ว่าการเกิดพันธะโคเวเลนต์ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นเพราะอะตอมแต่ละตัว "พยายามหาทางที่จะเสถียร" ด้วยการแชร์อิเล็กตรอนกับเพื่อนนั่นเองครับ
พันธะโคเวเลนต์แบ่งตามจำนวนคู่อิเล็กตรอนที่ใช้ร่วมกันได้ 3 แบบ ดังนี้
เกิดจากการใช้อิเล็กตรอนร่วมกัน 1 คู่ เขียนแทนด้วยเส้นตรง 1 เส้น (-) เช่น ในโมเลกุล H-H หรือ Cl-Cl
เกิดจากการใช้อิเล็กตรอนร่วมกัน 2 คู่ เขียนแทนด้วยเส้นตรง 2 เส้น (=) เช่น ในโมเลกุล O=O หรือ CO₂
เกิดจากการใช้อิเล็กตรอนร่วมกัน 3 คู่ เขียนแทนด้วยเส้นตรง 3 เส้น (≡) เช่น ในโมเลกุล N≡N
Tips & Tricks By พี่หมอเตอร์ (เทียบความแข็งแรงและความยาวพันธะ) : ยิ่งจำนวนคู่อิเล็กตรอนที่ใช้ร่วมกันเยอะขึ้นเท่าไร พันธะจะยิ่ง "สั้นลง" และ "แข็งแรงขึ้น" เท่านั้น เพราะอิเล็กตรอนที่ใช้ร่วมกันมากขึ้นจะดึงดูดนิวเคลียสทั้งสองอะตอมให้เข้าใกล้กันมากขึ้น ดังนั้นเรียงลำดับความยาวพันธะจากมากไปน้อยได้เป็น พันธะเดี่ยว > พันธะคู่ > พันธะสาม แต่ความแข็งแรงของพันธะ (พลังงานพันธะ) จะเรียงสลับกันคือ พันธะสาม > พันธะคู่ > พันธะเดี่ยว จุดนี้ข้อสอบชอบหลอกบ่อยมาก น้องต้องจำให้แม่นครับ
การเขียนโครงสร้างลิวอิสมี 2 รูปแบบหลักครับ:
ขั้นตอนคร่าวๆ ในการวาดคือ นับเวเลนซ์อิเล็กตรอนรวมของทุกอะตอมในโมเลกุลก่อน จากนั้นวางอะตอมที่มีค่าอิเล็กโทรเนกาติวิตีต่ำสุด (ยกเว้น H) ไว้ตรงกลาง แล้วจึงแจกจ่ายอิเล็กตรอนที่เหลือให้แต่ละอะตอมมีครบ 8 ตามกฎออกเตต
กฎออกเตตเป็นหลักที่ใช้ได้กับธาตุส่วนใหญ่ก็จริง แต่มีธาตุบางตัวที่ "แหกกฎ" นี้ ซึ่งข้อสอบชอบเอามาถามบ่อยมากครับ แบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก:
Tips & Tricks By พี่หมอเตอร์ : ข้อยกเว้นกลุ่มนี้ข้อสอบชอบเอามาใส่ในตัวเลือกโครงสร้างลิวอิสที่ผิดปกติ ถ้าน้องเห็นอะตอมกลางเป็น Be, B, P หรือ S ให้ตั้งข้อสังเกตไว้ก่อนเลยว่าอาจไม่จำเป็นต้องครบ 8 เสมอไปนะครับ
การอ่านชื่อสารประกอบโคเวเลนต์จะใช้ คำอุปสรรค (Prefix) นำหน้าชื่อธาตุ เพื่อบอกจำนวนอะตอมของธาตุนั้นๆ ในโมเลกุล โดยเรียงลำดับดังนี้:
1 = มอนอ (Mono), 2 = ได (Di), 3 = ไตร (Tri), 4 = เตตระ (Tetra), 5 = เพนตะ (Penta), 6 = เฮกซะ (Hexa), 7 = เฮปตะ (Hepta), 8 = ออกตะ (Octa), 9 = โนนะ (Nona), 10 = เดคะ (Deca)
ข้อควรระวัง: ธาตุแรกในชื่อสาร ถ้ามีแค่ 1 อะตอม ไม่ต้องใส่คำว่า "มอนอ" นำหน้า แต่ถ้าเป็นธาตุที่สอง ต่อให้มีแค่ 1 อะตอม ก็ยังต้องใส่ "มอนอ" นำหน้าเสมอ
ทฤษฎี VSEPR (Valence Shell Electron Pair Repulsion) อธิบายว่ารูปร่างของโมเลกุลถูกกำหนดโดยการที่กลุ่มอิเล็กตรอนรอบอะตอมกลาง (ทั้งคู่ร่วมพันธะและคู่โดดเดี่ยว) จะพยายามผลักกันให้ห่างที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้พลังงานในต่ำที่สุดและเสถียรที่สุด
วิธีหารูปร่างโมเลกุลที่พี่แนะนำคือให้น้องกำหนดสัญลักษณ์ไว้ก่อนเลยครับ:
จากนั้นดูแค่ 2 อย่างเท่านั้น คือ (1) จำนวนอะตอม B ที่ล้อมรอบอะตอมกลาง และ (2) จำนวนอิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยว (Lone pair) ที่เหลืออยู่รอบอะตอมกลาง พอรู้สองตัวเลขนี้ปุ๊บ ก็เปิดตารางเทียบหารูปร่างได้เลยครับ ไม่ต้องนั่งจินตนาการเอง
จุดนี้สำคัญมากครับ เพราะรูปร่างโมเลกุล กับ การจัดเรียงกลุ่มอิเล็กตรอน ไม่ใช่เรื่องเดียวกันเสมอไป ถ้ามี Lone pair เหลืออยู่ที่อะตอมกลาง รูปร่างที่มองเห็นจริงจะเปลี่ยนไปจากการจัดเรียงอิเล็กตรอนตั้งต้น เพราะ Lone pair มีแรงผลักที่แรงกว่าคู่อิเล็กตรอนร่วมพันธะ (Bonding pair) จึงไปบีบให้มุมพันธะระหว่างอะตอมอื่นแคบลงกว่ารูปร่างมาตรฐาน
พี่หมอเตอร์ได้ทำเป็นตารางสรุปรูปร่างโมเลกุลให้น้องได้จำก่อนสอบครับ
(จำนวน B แนวตั้งฝั่งซ้าย, จำนวน Lone pair รอบอะตอมกลางแถวบน):

ตัวอย่างการใช้ตาราง:
Tips & Tricks By พี่หมอเตอร์: น้องไม่ต้องท่องรูปร่างทั้งหมดให้เมื่อยครับ แค่นับ B กับนับ Lone pair ให้ถูกต้อง แล้วเปิดตารางนี้เทียบทุกครั้งเดี๋ยวน้องคุ้นตาไปเอง สุดท้ายน้องก็จะจำได้เองโดยไม่รู้ตัว
การจะบอกว่าโมเลกุล "มีขั้ว" หรือ "ไม่มีขั้ว" ต้องพิจารณา 2 อย่างประกอบกันครับ:
แต่ถ้ารูปร่างโมเลกุลไม่สมมาตร หรือมี Lone pair เหลืออยู่ที่อะตอมกลาง แรงดึงดูดจะหักล้างกันไม่หมด ทำให้โมเลกุลนั้นมีขั้ว ตัวอย่างเช่น H₂O ที่แม้จะมีแค่ 3 อะตอม แต่เพราะมี Lone pair 2 คู่เหลืออยู่และรูปร่างเป็นมุมงอ จึงทำให้เป็นโมเลกุลมีขั้ว
Tips & Tricks By พี่หมอเตอร์: ถ้าน้องเจอโมเลกุลที่อะตอมกลางมี Lone pair เหลืออยู่ ให้ตั้งข้อสงสัยไว้ก่อนเลยว่ามีโอกาสสูงที่จะเป็นโมเลกุลมีขั้ว เพราะ Lone pair มักทำให้รูปร่างเสียสมมาตรไปจากเดิมครับ
พันธะเคมี โดยเฉพาะเรื่องพันธะโคเวเลนต์ เป็นพื้นฐานที่สำคัญมากสำหรับน้อง ม.4 เพราะเนื้อหาบทนี้จะไปโผล่ซ้ำอีกหลายครั้งตลอดการเรียนเคมี ม.ปลาย ไม่ว่าจะเป็นเคมีอินทรีย์ สภาพขั้วของสาร หรือแม้แต่แรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุล ถ้าน้องปูพื้นฐานตรงนี้ให้แม่นตั้งแต่ต้น บทต่อๆ ไปจะเรียนง่ายขึ้นเยอะเลยครับ
พี่อยากให้น้องจำหลักใหญ่ๆ ไว้ 3 ข้อ:
ถ้าน้องแม่นทั้ง 3 เรื่องนี้ บทพันธะเคมีจะกลายเป็นบทที่น้องมั่นใจที่สุดบทหนึ่งเลยครับ
ถ้าน้องอยากปูพื้นฐานเคมีให้แน่นตั้งแต่ ม.4 ไปจนถึงวันสอบจริง ที่ Aeroplane Center พี่หมอเตอร์มีคอร์สให้เลือกเรียนตามเป้าหมายของน้องเลยครับ:
ถ้าอยากลองฝึกโจทย์จริงเรื่องพันธะโคเวเลนต์ พี่รวมแนวข้อสอบพร้อมเฉลยไว้ให้แล้วที่ แจกข้อสอบเคมี น้องคนไหนสนใจคอร์สเรียนเพิ่มเติม ลองดูรายละเอียดได้ที่ Aeroplane Center นะครับ พี่รอเจอน้องในคลาสครับ ^ ^
A: พันธะโคเวเลนต์ส่วนใหญ่เกิดจากการรวมตัวกันของธาตุกลุ่มอโลหะกับอโลหะ (เช่น ธาตุหมู่ 4A ถึง 7A และไฮโดรเจน) โดยต่างฝ่ายต่างนำเวเลนซ์อิเล็กตรอนมาใช้ร่วมกันเพื่อให้ตัวเองมีความเสถียรตามกฎออกเตต
A: ข้อยกเว้นกฎออกเตต แบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก คือ กลุ่มที่ไม่ครบ 8 (เช่น เบริลเลียม Be จะเสถียรที่ 4 อิเล็กตรอน และโบรอน B จะเสถียรที่ 6 อิเล็กตรอน) และกลุ่มที่เกิน 8 (เช่น ฟอสฟอรัส P เสถียรที่ 10 ได้ และกำมะถัน S เสถียรที่ 12 ได้)
A: การดูสภาพขั้วของโมเลกุลต้องพิจารณา 2 อย่างคือ 1. สภาพขั้วของพันธะ (ค่า EN) และ 2. รูปร่างโมเลกุล หากรูปร่างโมเลกุลสมมาตร (เช่น เส้นตรง ทรงสี่หน้า) และไม่มีอิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยวเหลือที่อะตอมกลาง แรงดึงดูดจะหักล้างกันหมด ทำให้เป็น "โมเลกุลไม่มีขั้ว" แต่ถ้าหักล้างกันไม่หมดก็จะเป็น "โมเลกุลมีขั้ว"
A: พันธะเดี่ยวมีความยาวพันธะมากที่สุดแต่มีพลังงานพันธะน้อยที่สุด พันธะคู่มีความยาวลดลงและแข็งแรงขึ้น ส่วนพันธะสามจะมีความยาวพันธะสั้นที่สุด แต่มีพลังงานพันธะมากที่สุดทำให้แข็งแรงและทำลายได้ยากที่สุด