สรุปจบในที่เดียว! อะตอมและสมบัติของธาตุประเด็นสำคัญที่เด็กสายวิทย์ต้องรู้

13 เมษายน 2026

น้อง ๆ ทุกคนที่กำลังเริ่มเก็บเนื้อหา สรุปเคมี ม.ปลาย หรือกำลังมองหาทางลัดในการ ติวเคมี แบบเน้นเนื้อ ๆ พี่หมอเตอร์บอกเลยว่าบท "อะตอมและสมบัติของธาตุ" คือด่านแรกที่เป็นวิชาปราบเซียนที่น้อง ๆ ต้องเจอ! เพราะมันไม่ใช่แค่เรื่องของการจำสูตรหรือท่องนิยาม แต่ต้องเข้าใจหน่วยโครงสร้างสสารตั้งแต่ระดับเล็กที่สุดอย่างอะตอม ซึ่งถ้าพื้นฐานเรื่องนี้ไม่แน่น น้องจะไปต่อเรื่องถนัดไปได้ยากมาก บทความนี้พี่เลยตั้งใจสรุปประเด็นที่ออกสอบบ่อยที่สุด มามัดรวมไว้ให้ที่เดียว รับรองว่าจบในที่เดียว ไล่เรียงตั้งแต่แบบจำลองอะตอม การจัดเรียงอิเล็กตรอน ไปจนถึงแนวโน้มตารางธาตุที่ออกสอบบ่อยที่สุด สรุปจบในที่เดียวพร้อมเทคนิคการจำที่เด็กสายวิทย์ห้ามพลาด เพื่อเตรียมความพร้อมสู่สนามสอบ A-Level , NETSAT , สอวน. เตรียมตัวให้พร้อมแล้วมาลุยไปกับพี่หมอเลยครับ^_^

วิวัฒนาการแบบจำลองอะตอม 

หัวข้อแรกนี้พี่หมอเตอร์จะพาน้อง ๆ มาย้อนรอยประวัติศาสตร์กันหน่อย เพราะ แบบจำลองอะตอม คือพื้นฐานที่จะบอกเราว่าอะตอมหน้าตาเป็นยังไง ซึ่งนักวิทยาศาสตร์แต่ละยุคเขาก็ค้นพบ ทดลอง และพัฒนาทฤษฎีต่อยอดกันมาเรื่อย ๆ จนกลายเป็นวิวัฒนาการแบบจำลองอะตอมที่เราต้องรู้กันครับ ซึ่งพาร์ทนี้อยากให้น้องเข้าใจที่มานะครับ เพราะเป็นพื้นฐานของวิชาเคมีเลย ซึ่งพี่จะสรุปให้เข้าใจง่ายๆ มาดูกันว่าทั้ง 5 แบบมีอะไรกันบ้าง 

แบบจำลองอะตอมของ John Dalton (ดอลตัน)

ย้อนกลับไปในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 เมื่อปี ค.ศ. 1803 จอห์น ดอลตัน นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษได้เสนอแนวคิดที่เป็นรากฐานของเคมีสมัยใหม่ โดยเขามองว่าสสารทุกชนิดประกอบด้วยอนุภาคที่เล็กที่สุดซึ่งเขาเรียกว่า "อะตอม" มีลักษณะเป็น ทรงกลมตันว่างเปล่าที่ไม่สามารถแบ่งแยกได้อีก และไม่สามารถสร้างขึ้นใหม่หรือทำให้สูญหายไปได้ตามกฎทรงมวล

ดอลตันยังอธิบายต่อว่า ธาตุชนิดเดียวกันจะมีอะตอมที่เหมือนกันทุกประการ ทั้งมวลและสมบัติ แต่จะแตกต่างจากอะตอมของธาตุชนิดอื่น และเมื่ออะตอมของธาตุต่างชนิดกันมามาทำปฏิกิริยากันด้วยอัตราส่วนเลขลงตัวน้อย ๆ ก็จะกลายเป็นสารประกอบ ซึ่งแนวคิดนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์ต่างก็เริ่มทำการศึกษาต่อแม้ในตอนนั้นจะยังไม่รู้ว่าข้างในอะตอมมีอะไรอยู่บ้างก็ตาม

แบบจำลองอะตอมของทอมสัน (J.J. Thomson)

ต่อมา ค.ศ. 1897 เป็นปีที่โลกเริ่มรู้จักไฟฟ้าในระดับอะตอม เซอร์ เจ.เจ. ทอมสัน ได้ทำการทดลองที่โด่งดังมากนั่นคือ การทดลองหลอดรังสีแคโทด ซึ่งผลการทดลองทำให้เขาค้นพบว่ามีอนุภาคที่มีประจุลบหลุดออกมาจากอะตอม เขาจึงเรียกมันว่า "อิเล็กตรอน" การค้นพบนี้ทำลายความเชื่อเดิมของดอลตันที่ว่าอะตอมแบ่งแยกไม่ได้ลงทันที เพราะทอมสันพิสูจน์ให้เห็นว่าภายในอะตอมยังมีอนุภาคที่เล็กกว่านั้นอยู่

ทอมสันจึงเสนอแบบจำลองใหม่ที่เรียกว่า Plum Pudding Model โดยเปรียบเทียบว่าอะตอมมีลักษณะเป็นทรงกลมที่มีเนื้อส่วนใหญ่เป็นประจุบวกกระจายอยู่อย่างสม่ำเสมอ และมีอิเล็กตรอน (ประจุลบ) ฝังตัวอยู่ประปรายเหมือนเม็ดลูกพลัมอยู่ภายในขนมปังแป้งที่มีประจุบวก ซึ่งประจุบวกและลบจะต้องมีปริมาณเท่ากันเพื่อทำให้อะตอมมีสภาพเป็นกลางทางไฟฟ้า ถือเป็นก้าวแรกที่ทำให้เรารู้ว่าอะตอมมีโครงสร้างภายในและมีไฟฟ้าสถิตเข้ามาเกี่ยวข้อง

แบบจำลองอะตอมของรัทเทอร์ฟอร์ด (Ernest Rutherford)

ต่อมาเริ่มเปลี่ยนความเข้าใจเรื่องความหนาแน่นของสสารเพราะเริ่มมีการทดลองที่หักล้างกัน ในปี ค.ศ. 1911 เอิร์นเนสต์ รัทเทอร์ฟอร์ด ได้ทำการพิสูจน์แบบจำลองของทอมสันโดยการ ยิงอนุภาคแอลฟา (ประจุบวก) ไปที่แผ่นทองคำเปลวบาง ๆ เขาคาดว่าอนุภาคควรจะทะลุผ่านไปได้ทั้งหมด แต่ผลกลับปรากฏว่ามีบางส่วนเบี่ยงเบนและบางส่วนสะท้อนกลับมา เขาจึงสรุปว่าแบบจำลองของทอมสันนั้นไม่ได้ถูกต้องทั้งหมด

รัทเทอร์ฟอร์ดจึงเสนอว่า อะตอมส่วนใหญ่ต้องเป็น ที่ว่าง และมีศูนย์กลางที่เล็กมากแต่หนาแน่นรวมประจุบวกและมวลเกือบทั้งหมดไว้ เพราะประจุบวกหรือโปรตอนไม่ได้กระจายตัวเป็นเนื้อของอะตอม แต่มันมารวมตัวกันอยู่บริเวณตรงกลางของอะตอมที่เรียกว่า "นิวเคลียส" ล้อมรอบด้วยอิเล็กตรอนที่มีประจุเป็นลบ ซึ่งแบบจำลองนี้ทำให้เราเห็นภาพโครงสร้างอะตอมที่มี "แกนกลาง" ชัดเจนขึ้นเป็นครั้งแรก

แบบจำลองอะตอมของโบร์ (Niels Bohr)

หลังจากรัทเทอร์ฟอร์ดเสนอแบบจำลองได้ไม่นาน ค.ศ. 1913 นีลส์ โบร์ นักวิทยาศาสตร์ชาวเดนมาร์กก็ได้ตั้งคำถามว่า ถ้าอิเล็กตรอนวิ่งอยู่รอบนิวเคลียสเฉย ๆ ทำไมมันถึงไม่สูญเสียพลังงานแล้วตกลงไปในนิวเคลียสล่ะ? เขาจึงศึกษาเรื่อง สเปกตรัม ของธาตุไฮโดรเจนและนำทฤษฎีควอนตัมมาประยุกต์ใช้เพื่อหาคำตอบ

โบร์เสนอว่า อิเล็กตรอนหลายวงจะเคลื่อนที่วนรอบนิวเคลียสตรงกลางเป็นวงกลมในระยะห่างที่คงที่ เรียกว่า "ระดับพลังงาน" (Energy Levels) หรือชั้นพลังงาน (Shell) คล้ายกับวงโคจรของดาวเคราะห์ โดยแต่ละชั้นจะมีค่าพลังงานเฉพาะตัวที่ต่างกัน ชั้นที่ใกล้นิวเคลียสที่สุด (n=1) จะมีพลังงานต่ำสุด และถัดออกไปพลังงานจะสูงขึ้นเรื่อย ๆ อิเล็กตรอนจะอยู่เฉพาะในระดับพลังงานของมันเอง ไม่มีการอยู่กึ่งกลางระหว่างชั้น ซึ่งแนวคิดนี้เป็นพื้นฐานสำคัญมากในการเรียนเรื่องการจัดเรียงอิเล็กตรอนจนถึงทุกวันนี้

แบบจำลองอะตอมแบบกลุ่มหมอก (Erwin Schrödinger)

สุดท้ายเมื่อความรู้ทางวิทยาศาสตร์ก้าวหน้าขึ้นสู่ยุคกลศาสตร์ควอนตัม จนเข้าสู่ ค.ศ. 1926 นักวิทยาศาสตร์อย่าง แอร์วิน ชเรอดิงเงอร์ พบว่าอิเล็กตรอนไม่ได้วิ่งเป็นเส้นทางวงโคจรที่แน่นอนเหมือนโลกตามที่โบร์บอก แต่จะเคลื่อนที่ตามระดับพลังงานของอิเล็กตรอน เพราะอิเล็กตรอนมีสมบัติเป็นทั้งอนุภาคและคลื่น แถมยังเคลื่อนที่เร็วมากจนเราไม่สามารถระบุตำแหน่งและโมเมนตัมที่แน่นอนพร้อมกันได้เลย เหมือนหลักความไม่แน่นอนของไฮเซนเบิร์ก

แบบจำลองปัจจุบันจึงกลายเป็น แบบจำลองกลุ่มหมอก ซึ่งอธิบายว่าเราบอกได้เพียง โอกาสที่จะพบอิเล็กตรอน ในบริเวณต่าง ๆ รอบนิวเคลียสเท่านั้น บริเวณที่กลุ่มหมอกทึบแสดงว่ามีโอกาสเจออิเล็กตรอนสูง ส่วนบริเวณที่จางแสดงว่ามีโอกาสเจอน้อย เราเรียกบริเวณเหล่านี้ว่า "ออร์บิทัล" (Orbital) ซึ่งแต่ละออร์บิทัลก็จะมีรูปร่างที่แตกต่างกัน โดยมีรูปทรง 3 มิติที่หลากหลาย ซึ่งแสดงบริเวณที่โอกาสพบอิเล็กตรอนสูงจะมีความหนาแน่นของกลุ่มหมอกมากนั่นเอง

สรุปวิวัฒนาการของแบบจำลองอะตอมทั้ง 5 ยุค เพื่อให้เข้าใจง่ายและจดจำประเด็นสำคัญได้ดังนี้ครับ

1. แบบจำลองอะตอมของดอลตัน (ทรงกลมตัน)

  • แนวคิด: อะตอมมีลักษณะเป็น ทรงกลมตัน ที่มีขนาดเล็กที่สุด ไม่สามารถแบ่งแยกหรือทำให้สูญหายได้
  • จุดเน้น: มองว่าอะตอมของธาตุชนิดเดียวกันต้องมีสมบัติเหมือนกันทุกประการ

2. แบบจำลองอะตอมของทอมสัน (พลัมพุดดิ้ง)

  • แนวคิด: อะตอมเป็นทรงกลมที่เป็นเนื้อประจุบวก และมีอิเล็กตรอน (ประจุลบ) ฝังอยู่กระจายตัวสม่ำเสมอทั่วทั้งอะตอม
  • การค้นพบ: ค้นพบ อิเล็กตรอน จากการทดลองหลอดรังสีแคโทด ทำให้ทราบว่าอะตอมสามารถแบ่งแยกได้อีก

3. แบบจำลองอะตอมของรัทเทอร์ฟอร์ด (นิวเคลียสตรงกลาง)

  • แนวคิด: อะตอมมี นิวเคลียส (ประจุบวก) ขนาดเล็กมากและมวลสูงอยู่ตรงกลาง โดยมีอิเล็กตรอนวิ่งอยู่รอบๆ ในพื้นที่ส่วนใหญ่ที่เป็นที่ว่าง
  • การค้นพบ: ค้นพบ โปรตอน และโครงสร้างนิวเคลียสจากการยิงอนุภาคแอลฟาผ่านแผ่นทองคำ


4. แบบจำลองอะตอมของโบร์ (วงโคจร)

  • แนวคิด: อิเล็กตรอนวิ่งรอบนิวเคลียสเป็น ระดับพลังงาน (Shell) เฉพาะตัว คล้ายกับการโคจรของดาวเคราะห์รอบดวงอาทิตย์
  • จุดเน้น: ใช้ความรู้เรื่องระดับพลังงานมาอธิบายการเกิด เส้นสเปกตรัม ของธาตุไฮโดรเจนได้สำเร็จ

5. แบบจำลองอะตอมแบบกลุ่มหมอก (ยุคปัจจุบัน)

  • แนวคิด: เราไม่สามารถบอกตำแหน่งที่แน่นอนของอิเล็กตรอนได้ บอกได้เพียง โอกาสที่จะพบ (Probability) เท่านั้น บริเวณที่กลุ่มหมอกหนาแน่นจะมีโอกาสพบอิเล็กตรอนสูง
  • จุดเน้น: พัฒนามาจากหลักความน่าจะเป็นและ กลศาสตร์ควอนตัม โดยแอร์วิน ชเรอดิงเงอร์ และคณะ

อนุภาคมูลฐานและสัญลักษณ์นิวเคลียร์

หลังจากที่เรารู้จักวิวัฒนาการแบบจำลองอะตอมกันไปแล้ว ทีนี้เรามาเจาะลึกส่วนประกอบจริง ๆ ของอะตอมกันต่อเลยดีกว่าข้างในนั้นประกอบไปด้วยอะไร และเราจะอ่านรหัสของธาตุที่เรียกว่าสัญลักษณ์นิวเคลียร์ได้อย่างไร บอกเลยว่าส่วนนี้คือคะแนนฟรีในข้อสอบเลยนะถ้าเราแม่นหลักการ

  • รู้จักอนุภาคมูลฐานของอะตอม 

ภายในอะตอมประกอบด้วยอนุภาคหลัก 3 ชนิดที่น้อง ๆ ต้องจำคุณสมบัติให้ขึ้นใจ ประกอบไปด้วย 

  • โปรตอน ( + ) คืออนุภาคที่อยู่รวมกันในนิวเคลียส มีประจุเป็นบวก (+) และที่สำคัญที่สุด จำนวนโปรตอนจะเป็นตัวบอกว่าธาตุนั้นคือธาตุอะไร 

Tips จำนวนโปรตอนของธาตุให้เปรียบเสมือนเป็นเลขบัตรประจำตัวของธาตุนั้นได้เลย เพราะแต่ละธาตุจะมีจำนวนโปรตอนที่แตกต่างกัน

  • นิวตรอน (n) คืออนุภาคที่อยู่ในนิวเคลียสร่วมกับโปรตอน ที่เป็นกลาง ไม่มีประจุ มีหน้าที่หลักคือช่วยยึดเหนี่ยวโปรตอนเข้าด้วยกันและเพิ่มมวลให้อะตอม มวลของนิวตรอนจะใกล้เคียงกับโปรตอนมาก

Tips จุดสำคัญที่ออกสอบบ่อยคือ จำนวนนิวตรอนเปลี่ยนได้ แม้จะเป็นธาตุ

เดียวกัน เลยทำให้เกิดอะตอมหลายแบบที่เรียกว่า “ไอโซโทป”

  • อิเล็กตรอน (e-) เป็นอนุภาคที่วิ่งอยู่รอบ ๆ นิวเคลียส มีประจุเป็นลบ มวลน้อยมากจนแทบไม่นับรวมในมวลอะตอม จำนวนอิเล็กตรอนจะเป็นตัวกำหนดคุณสมบัติทางเคมีและการเกิดพันธะต่าง ๆ 

Tips ในธาตุที่เป็นกลางจำนวนอิเล็กตรอนจะเท่ากับโปรตอน เพื่อให้ประจุรวม

เป็นศูนย์ เช่น ถ้าโปรตอน 11 ตัว ก็ต้องมีอิเล็กตรอน 11 ตัวเหมือนกัน

  • สัญลักษณ์นิวเคลียร์ เลขมวล (A) และเลขอะตอม (Z)

สัญลักษณ์นิวเคลียร์เขียนอยู่ในรูป AZX ซึ่งตัวเลขแต่ละตำแหน่งมีหน้าที่ดังนี้ครับ

  • X คือ สัญลักษณ์ของธาตุ ที่ระบุว่าอะตอมนี้คือธาตุอะไร เช่น H (ไฮโดรเจน), He (ฮีเลียม), Au (ทองคำ) ซึ่งสัญลักษณ์นี้จะผูกติดกับจำนวนโปรตอนเสมอ
  • A คือ เลขมวล ที่อยู่ด้านบนซ้าย ของสัญลักษณ์ เป็นผลรวมของ โปรตอนและนิวตรอน ใช้บอกมวลของนิวเคลียสของอะตอม
  • Z คือ เลขอะตอม อยู่ด้านล่างซ้าย ของสัญลักษณ์ จะบอกจำนวน โปรตอนของอะตอม 

Tips คำนวณจำนวนนิวตรอนจาก = A (เลขมวล) Z (เลขอะตอม)

สรุปนิยามที่ต้องแยกให้ขาดที่ที่น้อง ๆ หลายคนมักจะสับสนและโดนโจทย์หลอกบ่อยที่สุด นั่นคือแก๊ง "ไอโซ" ทั้งหลายครับ ได้แก่ ไอโซโทป , ไอโซโทน , ไอโซบาร์ พี่บอกเลยว่าถ้าจำนิยามสลับกัน คะแนนปลิวแน่นอน แต่ไม่ต้องห่วง พี่มีเทคนิคการจำง่าย ๆ โดยดูจาก "ตัวสะกดท้าย" ของแต่ละคำ รับรองว่าจำครั้งเดียวใช้ได้จนเลย

1. ไอโซโทป (Isotope)

  • นิยาม: อะตอมของธาตุชนิดเดียวกันที่มีจำนวน โปรตอน (p) เท่ากัน
  • เทคนิคการจำ: สังเกตตัวสะกดท้ายคือตัว P ย่อมาจาก Proton เท่า
  • วิธีเช็ค: ให้ดู "เลขล่าง" (เลขอะตอม) ถ้าเลขเหมือนกันคือเป็นไอโซโทปกัน

2. ไอโซโทน (Isotone)

  • นิยาม: อะตอมของธาตุต่างชนิดกันที่มีจำนวน นิวตรอน (n) เท่ากัน
  • เทคนิคการจำ: สังเกตตัวสะกดท้ายคือตัว N ย่อมาจาก Neutron เท่า
  • วิธีเช็ค: ให้จับ "บน ลบ ล่าง" (เลขมวล - เลขอะตอม) ถ้าผลลัพธ์เท่ากันคือเป็นไอโซโทนกัน

3. ไอโซบาร์ (Isobar)

  • นิยาม: อะตอมของธาตุต่างชนิดกันที่มี เลขมวล (A) เท่ากัน
  • เทคนิคการจำ: คำว่า Bar พ้องเสียงกับคำว่า "บน" หมายถึง เลขมวลด้านบนเท่ากัน
  • วิธีเช็ค: ให้ดู "เลขบน" (เลขมวล) ถ้าเลขเหมือนกันเป๊ะคือเป็นไอโซบาร์กัน

ข้อควรระวัง: > สำหรับ ไอโซโทป แม้เลขล่างจะเท่ากัน แต่เลขบน (เลขมวล) จะต้อง ต่างกัน นะครับ ถึงจะเรียกว่าเป็นไอโซโทปของกันและกันได้

การจัดเรียงอิเล็กตรอน (Electron Configuration)

สำหรับหัวข้อนี้พี่หมอเตอร์จะสรุป การจัดเรียงอิเล็กตรอน (Electron Configuration) แบบละเอียด เข้าใจง่าย เพื่อให้น้อง ๆ อ่านแล้วเห็นภาพทันทีดังนี้เลยครับ 

การจัดเรียงในระดับพลังงานหลัก (Principal Energy Levels)

อะตอมมี ชั้นพลังงานหลัก เรียกว่า ระดับพลังงานหลัก (n) คือ n = 1, 2, 3, 4 … ตามลำดับความห่างจากนิวเคลียส ซึ่งแต่ละชั้นสามารถบรรจุอิเล็กตรอนได้จำนวนจำกัดตามสูตร

จำนวนอิเล็กตรอนสูงสุด = 2n 2

ยกตัวอย่างเช่น 

  • ชั้นที่ 1 (n =1) รับได้สูงสุด 2 ตัว
  • ชั้นที่ 2 (n =2) รับได้สูงสุด 8 ตัว
  • ชั้นที่ 3 (n =3) รับได้สูงสุด 18 ตัว
  • ชั้นที่ 4 (n =4) รับได้สูงสุด 32 ตัว


Tips กฎเหล็กที่ต้องจำคือ อิเล็กตรอนวงนอกสุด (Valence Electron) ห้ามเกิน 8 ตัว และจำนวนอิเล็กตรอนชั้นนอกสุดนี้เองที่จะบอก "หมู่" ส่วนจำนวนชั้นทั้งหมดจะบอก "คาบ" 

การจัดเรียงในระดับพลังงานย่อย (Subshell)

หลักการเอาฟ์บาว (Aufbau Principle) บอกว่าเราต้องบรรจุอิเล็กตรอนลงในระดับพลังงานย่อยที่มี พลังงานต่ำสุดก่อนเสมอ โดยเรียงจากชั้นในไปชั้นนอก 

ระดับพลังงานย่อยมี 4 แบบ คือ s , p , d ,f  

ซึ่งแต่ละตัวรับอิเล็กตรอนได้ไม่เท่ากัน (s=2 , p=6 , d=10, f=14)  

Tips เทคนิคการจัดให้เขียนแผนผังลูกศรเฉียง 1s2s2p3s3p4s3d ระวัง! 4s พลังงานต่ำกว่า 3d นะครับ จุดนี้ข้อสอบออกดักบ่อยมาก

กฎของฮุนด์ (Hund's Rule) และหลักการกีดกันของเพาลี (Pauli Exclusion Principle)

เมื่อเราจะวาดอิเล็กตรอนลงในกล่อง (Orbital) ต้องจำ 2 กฎนี้ให้ขึ้นใจครับ

  • กฎของฮุนด์ (Hund's Rule) ถ้ามีห้องว่างในระดับพลังงานเท่ากัน เช่น 2p ที่มี 3 กล่อง ต้อง จัดแบบเดี่ยว ให้เต็มทุกกล่องก่อน แล้วค่อยกลับมาเข้าคู่ จำง่าย ๆ ว่าต้องใจดีแจกทุกคนให้ครบก่อนจะมาจับคู่ วิธีนี้จะทำให้อะตอมเสถียรที่สุด
  • หลักการกีดกันของเพาลี (Pauli Exclusion Principle) ใน 1 ออร์บิทัล (1 กล่อง) บรรจุอิเล็กตรอนได้สูงสุด 2 ตัว และต้องมี ทิศทางการหมุน (Spin) ตรงข้ามกัน เสมอ (เขียนแทนด้วยลูกศรหัวขึ้นและหัวลง )

ในการ สรุปเคมี ม.ปลาย พาร์ทนี้ น้อง ๆ อย่าลืมข้อยกเว้นของธาตุ Transition อย่าง Cr และ Cu นะครับ สองตัวนี้จะมีการจัดเรียงที่เน้นความเสถียรแบบครึ่ง (Half-filled) และแบบเต็ม (Full-filled) ซึ่งมักจะโผล่มาทักทายในข้อสอบทุกสนามสอบเลย ได้แก่ A-Level , NETSAT , สอวน.

ตารางธาตุ คืออะไร

ตารางธาตุ คือ การจัดเรียงธาตุเคมีทั้งหมด 118 ธาตุในรูปแบบตารางตามเลขอะตอม โดยเรียงลำดับจากน้อยไปมาก ในรูปแบบที่เห็นโครงสร้างชัดเจน ทำให้เราสามารถมองเห็น แนวโน้มสมบัติทางเคมีและฟิสิกส์ ของธาตุต่าง ๆ ได้ง่าย เช่น ธาตุในกลุ่มเดียวกันจะมีอิเล็กตรอนชั้นนอกสุดเหมือนกัน ทำให้สมบัติทางเคมีคล้ายกัน และธาตุในคาบเดียวกันจะมีจำนวนชั้นพลังงานใกล้เคียงกัน ทำให้ตารางธาตุเป็น “แผนที่อะตอม” เพื่อให้ง่ายต่อการศึกษาและพยากรณ์ปฏิกิริยาเคมีต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นโดยไม่ต้องทดลองทุกตัว

ตารางธาตุและสมบัติของธาตุตามหมู่และคาบ

หัวข้อนี้พี่หมอเตอร์จะพาไปเจาะลึกว่าธาตุแต่ละโซนใน ตารางธาตุ เขามีการแบ่งกลุ่มกันยังไง และ แนวโน้มต่าง ๆ ที่ออกสอบ A-Level , NETSAT , สอวน. แทบทุกปี ว่าเขามีเทคนิคการดูแบบไม่ต้องนั่งท่องจำตัวเลขกันครับ 

การแบ่งกลุ่มธาตุตามสมบัติ สามารถแบ่งตามสมบัติได้เป็น 4 ประเภทหลัก ดังนี้

  • โลหะ (Metals) พวกมีสมบัติเด่น คือ นำไฟฟ้าและพยายาม "จ่ายอิเล็กตรอน" เพื่อให้ตัวเองเสถียร อยู่ด้านซ้ายและกลางของตารางธาตุ
  • อโลหะ (Non-metals) พวกนี้มักจะเป็นก๊าซหรือของแข็งเปราะ นำไฟฟ้าไม่ดี และชอบ "รับอิเล็กตรอน" เป็นชีวิตจิตใจ อยู่ทางด้านขวาของตารางธาตุ ยกเว้นไฮโดรเจนที่อยู่ซ้ายสุดแต่เป็นอโลหะ
  • กึ่งโลหะ (Metalloids) พวกนี้คุณสมบัติจะก้ำกึ่งระหว่างโลหะและอโลหะ เช่น ซิลิคอน (Si) ที่ใช้ทำชิปคอมพิวเตอร์ อยู่ตามเส้นขั้นบันไดของตารางธาตุ
  • ธาตุแทรนซิชัน (Transition Metals) กลุ่มตระกูล B ที่อยู่ตรงกลางตารางธาตุ พวกนี้ชอบมีสีสันสวยงามและมีเลขออกซิเดชันได้หลายค่า

สรุปแนวโน้มที่ต้องท่องให้ขึ้นใจ

มาถึงส่วนที่ออกสอบฉ่ำที่สุดในบท อะตอมและสมบัติของธาตุ ถ้าใครไม่อยากนั่งท่องจำตัวเลขเป็นตาราง ๆ พี่หมอเตอร์แนะนำให้ทำความเข้าใจเบื้องหลังของ 4 ค่านี้ครับ เพราะถ้าเราเข้าใจหลักการ เราจะสามารถเปรียบเทียบธาตุคู่ไหนก็ได้ในตารางธาตุทันที

  • ขนาดอะตอม (Atomic Radius)

คือระยะจากนิวเคลียสถึงอิเล็กตรอนชั้นนอกสุด เพิ่มลงล่างในหมู่ เพราะระดับพลังงานเพิ่มขึ้นทำให้อิเล็กตรอนชั้นนอกอยู่ไกลนิวเคลียส ส่วน ลดจากซ้ายไปขวาในคาบ เพราะโปรตอนมากขึ้น ดึงอิเล็กตรอนเข้ามาได้ใกล้ขึ้นและแน่นขึ้น

  • ค่าพลังงานไอออไนเซชัน (IE)

คือ พลังงานที่ใช้ดึงอิเล็กตรอนให้หลุดออกจาอะตอม โดยพลังงานไอออไนเซชัน ลดลงลงล่างในหมู่ เพราะอิเล็กตรอนชั้นนอกอยู่ห่างไกลจากนิวเคลียสจึงถูกดูดน้อย ทำให้ดึงออกง่าย ส่วน เพิ่มจากซ้ายไปขวาในคาบ เพราะโปรตอนมากขึ้น ดึงอิเล็กตรอนแน่น ต้องใช้พลังงานมาก

  • ค่าอิเล็กโทรเนกาติวิตี (EN)

คือ ความสามารถในการชิงอิเล็กตรอนในรูปสารประกอบ โดยอิเล็กโทรเนกาติวิตี ลดลงลงล่างในหมู่ เพราะชั้นอิเล็กตรอนไกลนิวเคลียส ส่วน เพิ่มจากซ้ายไปขวาในคาบ เพราะโปรตอนมากขึ้นจึงดึงดูดอิเล็กตรอนได้แรง

  • สัมพรรคภาพอิเล็กตรอน (EA)

คือ พลังงานที่อะตอมคายออกมาในสถานะแก๊ส เมื่อได้รับอิเล็กตรอน 1 ตัว แล้วกลายเป็นไอออนลบ โดยสัมพรรคภาพอิเล็กตรอน ลดลงลงล่างในหมู่ เพราะรับอิเล็กตรอนยากขึ้น ส่วน เพิ่มจากซ้ายไปขวาในคาบ โดยเฉพาะธาตุใกล้เต็มชั้น เช่น Halogens จะรับอิเล็กตรอนได้มากที่สุด

เทคนิคการจำและจุดควรระวัง (Tips & Tricks)

มาถึงช่วงสุดท้ายที่เป็นคลังแสงสำหรับทำข้อสอบแล้วครับน้อง ๆ หัวข้อนี้พี่หมอเตอร์รวบรวมจุดที่เด็กสายวิทย์มักจะตกม้าตาย และจุดที่ข้อสอบชอบเอามาแกงนักเรียนบ่อยที่สุดมาฝากกันครับ จำส่วนนี้ไปใช้รับรองว่าคะแนนพุ่งแน่นอน

เรื่องแรกคือ ข้อยกเว้นของ Cr และ Cu ในการจัดเรียงอิเล็กตรอน ปกติเราจะเติมชั้น 4s ให้เต็ม 2 ตัวก่อนแล้วค่อยไปเติมชั้น 3d ใช่ไหม แต่เจ้าสองตัวนี้มีเลขอะตอม 24 กับ 29 มันจะดึงอิเล็กตรอนจาก 4s มาหนึ่งตัวเพื่อให้ชั้น 3d ของมันเต็มครึ่ง (Half-filled) หรือเต็มทุกห้อง (Full-filled) แทน เพราะการจัดแบบนี้มันเสถียรกว่าและมีพลังงานต่ำกว่าปกตินั่นเอง จำไว้ว่าถ้าเจอสองตัวนี้ให้เอะใจเรื่อง 4s 1 ไว้ก่อนเลยครับ

เรื่องที่สองคือการเปรียบเทียบขนาดไอออน ให้จำสูตรลัดพี่หมอเตอร์ว่า "บวกผอม ลบอ้วน" ครับ เมื่อธาตุกลายเป็นไอออนบวก (เสียอิเล็กตรอน) นิวเคลียสจะดึงอิเล็กตรอนที่เหลือเข้าหาตัวได้แน่นขึ้น แถมบางทีชั้นพลังงานก็หายไปทั้งชั้นเลยทำให้ขนาด "เล็กลง" กว่าอะตอมเดิมมาก ในทางกลับกันพอเป็นไอออนลบ (รับอิเล็กตรอนเพิ่ม) อิเล็กตรอนที่เพิ่มเข้ามาจะผลักกันเองจนพองออก ทำให้ขนาด "ใหญ่ขึ้น" กว่าอะตอมเดิมเสมอ หลักการนี้เอาไปใช้เปรียบเทียบในตารางธาตุได้ทุกข้อเลย

สรุปท้ายบท (Conclusion)

อ่านมาถึงตรงนี้ พี่หมอเตอร์เชื่อว่าน้อง ๆ คงจะเริ่มเห็นภาพแล้วว่าเรื่อง อะตอมและสมบัติของธาตุ ไม่ได้ยากอย่างที่คิด เป็นอีกบทที่เก็บคะแนนได้ง่ายเพียงน้องเข้าใจคอนเซปต์ แม้มันจะเป็นวิชาปราบเซียนที่เป็นจุดเริ่มต้นของความซับซ้อนในวิชาเคมี แต่ถ้าเราเข้าใจหลักการพื้นฐานเรื่องโครงสร้างอะตอมและการจัดเรียงอิเล็กตรอนให้แม่นยำ รวมถึงเข้าใจเหตุผลเบื้องหลังแนวโน้มใน ตารางธาตุ แทนการนั่งท่องจำแบบนกแก้วนกขุนทอง น้องจะพบว่าการเก็บคะแนนวิชาเคมีในสนามสอบจริงนั้นเป็นเรื่องที่ทำได้จริง และบทนี้แหละที่จะเป็นบันไดขั้นแรกที่จะทำให้น้องเรียนเคมีได้อย่างสนุก

อย่าปล่อยให้ความไม่เข้าใจเล็กน้อย กลายเป็นอุปสรรคในการสอบ A-Level , NETSAT , สอวน. นะครับ การเตรียมตัวที่ดีคือการมีสรุปที่สั้น กระชับ และตรงจุด เพื่อให้เรามีเวลาไปตะลุยโจทย์ได้มากขึ้น พี่หมอเตอร์และทีมงานทุกคนพร้อมที่จะเป็นกำลังใจและเป็นตัวช่วยให้น้อง ๆ สนุกกับการเรียนเคมีมากขึ้นกว่าเดิม เปลี่ยนจากเรื่องยากให้กลายเป็นเรื่องง่าย และเปลี่ยนความกังวลให้กลายเป็นความมั่นใจเมื่อก้าวเท้าเข้าห้องสอบ

อัปคะแนนเคมีให้พุ่งกระฉูดกับ พี่หมอเตอร์ By Aeroplane Center สำหรับน้อง ๆ คนไหนที่อ่านสรุปแล้วยังรู้สึกว่าอยากได้เทคนิคเพิ่ม หรืออยากตะลุยโจทย์แนวประยุกต์ A-Level , NETSAT , สอวน. แบบเจาะลึกเข้มข้น พร้อมเทคนิคที่คนได้คะแนนระดับประเทศใช้จริงและพาเจาะลึกแนวข้อสอบจริง

  • คอร์ส Final Call เคมี (Entrance For TCAS) สอนเนื้อหาแบบละเอียดครบทุกบทและตะลุยโจทย์แบบละเอียดครบทุกปี เข้าใจเคมีแบบไม่ต้องท่อง พร้อมเทคนิคการทำโจทย์ที่คนได้คะแนนรับประเทศใช้ ซึ่งน้องหาเรียนที่ไม่ได้แน่นอน
  • คอร์ส Adventure เคมี (ตะลุยโจทย์เคมี ม.ปลาย) คอร์สตะลุยโจทย์ที่ครบเครื่องที่สุด ตะลุยโจทย์เคมีครบทุกปีและพาน้องๆทบทวนเนื้อหาจากการทำโจทย์เน้นตรงจุดไปเลย แล้วน้องจะเห็น Pattern ของข้อสอบเคมีก็วนเป็นแบบเดิมเลย
  • คอร์ส Fast Track เคมี (โค้งสุดท้าย A-Level) สรุปเนื้อหาเคมีสั้นกระชับเน้นตรงจุดที่ข้อสอบออกแล้วพาน้องๆตะลุยโจทย์เฉพาะข้อที่น่าสนใจ ประหยัดเวลา คะแนนพุ่ง!!

💕เพราะความสำเร็จของน้อง คือ เป้าหมายสูงสุดของพี่หมอเตอร์💕

มาเรียนเคมีกับพี่หมอเตอร์ น้องจะไม่ได้แค่คอร์สเรียน แต่น้องจะได้ “พี่หมอ” เป็นที่ปรึกษาส่วนตัว สงสัยโจทย์/เนื้อหา/วางแผนอ่านหนังสือ/วางแผนสอบ ทักถามพี่หมอเตอร์ได้ตลอดเลย ^_^ พี่คอยซัพพอร์ต ดูแลน้องๆ ไปจนกว่าน้องจะสอบติดคณะในฝัน ไปเอาคณะในฝันของเรามาให้ได้นะครับ🚀

Google+
Line
Line

บทความล่าสุด

aeroplanecenter.

CodexLearn Logo